ทำไมราคาทองพุ่งขึ้นทุกครั้งที่เกิดสงคราม และกลไกเบื้องหลังที่นักลงทุนต้องรู้

ในห้อง 'คอมพิวเตอร์ & อินเตอร์เน็ต' ตั้งกระทู้โดย fantasiaz, 15 เมษายน 2026.

  1. fantasiaz

    fantasiaz สมาชิกใหม่

    วันที่สมัครสมาชิก:
    23 กรกฎาคม 2012
    โพสต์:
    10
    ค่าพลัง:
    +0
    มีรูปแบบที่เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่าในประวัติศาสตร์การเงินโลก ไม่ว่าจะเป็นสงครามในตะวันออกกลาง ความตึงเครียดระหว่างมหาอำนาจ หรือการปะทุของความขัดแย้งในภูมิภาคใดก็ตาม สิ่งแรกที่ตลาดการเงินทำคือเงินไหลเข้าสู่ทองคำ และราคาพุ่งขึ้นแทบจะในทันที

    นี่ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ ไม่ใช่จิตวิทยาฝูงชนที่ไร้เหตุผล แต่มีกลไกที่ลึกและซับซ้อนกว่านั้นมากซ่อนอยู่เบื้องหลัง และถ้าเข้าใจกลไกเหล่านี้ได้ คุณจะมองตลาดทองในยามวิกฤตได้ชัดขึ้นกว่าที่เคย

    ทองคือสินทรัพย์ที่ไม่มีความเสี่ยงจากคู่สัญญา

    หนึ่งในเหตุผลพื้นฐานที่สุดว่าทำไมทองถึงขึ้นราคาในยามสงครามคือคุณสมบัติที่ไม่มีสินทรัพย์ทางการเงินใดเทียบได้ ทองคือสินทรัพย์ที่ไม่มี Counterparty Risk หรือความเสี่ยงจากคู่สัญญา

    เงินสดในธนาคารมีมูลค่าตราบที่ธนาคารยังอยู่และรัฐบาลยังหนุนหลัง หุ้นมีมูลค่าตราบที่บริษัทยังดำเนินงานได้ พันธบัตรมีมูลค่าตราบที่ผู้ออกยังไม่ผิดนัดชำระ แต่ทองคือโลหะที่มีมูลค่าในตัวเองอย่างสมบูรณ์ ไม่ต้องพึ่งการค้ำประกันจากรัฐบาล บริษัท หรือสถาบันการเงินใดทั้งสิ้น

    เมื่อสงครามเกิดขึ้น ความเสี่ยงที่รัฐบาลจะล้มละลาย ธนาคารจะปิดตัว หรือระบบการเงินจะหยุดทำงานกลายเป็นความกังวลที่จับต้องได้มากขึ้น นักลงทุนจึงเคลื่อนย้ายเงินออกจากสินทรัพย์ที่ต้องพึ่งพาระบบมาอยู่ในสินทรัพย์ที่ยืนหยัดได้ด้วยตัวเองอย่างทอง

    ความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ขับเคลื่อนความต้องการทองโดยตรง

    ตลาดการเงินเกลียดความไม่แน่นอนมากกว่าสิ่งใด แม้แต่ข่าวร้ายที่ชัดเจนยังดีกว่าความไม่รู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้น เพราะอย่างน้อยก็ยังคำนวณและรับมือได้ แต่ความไม่แน่นอนทำให้ไม่สามารถวางแผนอะไรได้เลย

    สงครามและความขัดแย้งทางทหารสร้างความไม่แน่นอนในระดับสูงสุด ไม่มีใครรู้ว่าสงครามจะยืดเยื้อแค่ไหน จะขยายวงไปถึงไหน จะกระทบห่วงโซ่อุปทานสินค้าอะไรบ้าง หรือจะกดดันค่าเงินของประเทศที่เกี่ยวข้องมากแค่ไหน

    ในสภาพแวดล้อมแบบนี้ ทองทำหน้าที่เป็นสมอยึดมูลค่า เพราะมันไม่ขึ้นอยู่กับนโยบายของรัฐบาลใด ไม่ได้รับผลกระทบจากการตัดสินใจของธนาคารกลาง และมูลค่ามันถูกยอมรับในทุกประเทศทั่วโลกโดยไม่ต้องมีการตกลงอะไรเป็นพิเศษ

    เงินเฟ้อที่ตามมาหลังสงครามคืออีกตัวเร่ง

    สงครามมีราคาที่ต้องจ่ายเสมอ และรัฐบาลส่วนใหญ่จ่ายค่าใช้จ่ายสงครามด้วยการพิมพ์เงินเพิ่มหรือกู้ยืมในปริมาณมหาศาล ทั้งสองวิธีล้วนนำไปสู่เงินเฟ้อในระยะกลางถึงยาว

    ประวัติศาสตร์พิสูจน์เรื่องนี้ซ้ำแล้วซ้ำเล่า หลังสงครามโลกครั้งที่ 1 และครั้งที่ 2 หลายประเทศเผชิญกับเงินเฟ้อรุนแรง บางแห่งถึงขั้น Hyperinflation ที่ค่าเงินสูญมูลค่าอย่างรวดเร็วจนแทบใช้ไม่ได้ และในทุกครั้งที่เกิดเหตุการณ์แบบนั้น คนที่ถือทองไว้รักษามูลค่าได้ดีกว่าคนที่ถือเงินสดอยู่อย่างชัดเจน

    เมื่อนักลงทุนคาดการณ์ว่าเงินเฟ้อกำลังจะมา ความต้องการทองเพิ่มขึ้นทันทีเพราะทองคือหนึ่งในสินทรัพย์ที่ได้รับการพิสูจน์มาแล้วว่าป้องกันเงินเฟ้อได้ในระยะยาว

    ห่วงโซ่อุปทานที่หยุดชะงักส่งผลต่อราคาทองอย่างไร

    สงครามในพื้นที่ที่มีการผลิตหรือขนส่งทองคำสำคัญๆ ของโลกส่งผลโดยตรงต่อปริมาณอุปทานในตลาด แต่แม้สงครามจะเกิดไกลจากแหล่งผลิตทอง มันก็ยังส่งผลผ่านห่วงโซ่อุปทานพลังงานและโลจิสติกส์โดยรวม

    ราคาน้ำมันที่พุ่งขึ้นเมื่อเกิดความขัดแย้งในตะวันออกกลางทำให้ต้นทุนขุดและขนส่งทองแพงขึ้น การขนส่งระหว่างประเทศที่ถูกรบกวนทำให้กระบวนการซื้อขายทองล่าช้าและมีความเสี่ยงมากขึ้น ปัจจัยเหล่านี้กดดันให้ราคาทองสูงขึ้นจากทั้งแรงดันอุปสงค์และแรงดันต้นทุนพร้อมกัน

    ธนาคารกลางทั่วโลกตอบสนองอย่างไรในยามสงคราม

    เมื่อสงครามปะทุ ธนาคารกลางของประเทศที่เกี่ยวข้องและประเทศใกล้เคียงมักลดดอกเบี้ยหรืออัดฉีดสภาพคล่องเพื่อพยุงเศรษฐกิจ นโยบายแบบนี้ส่งผลให้ผลตอบแทนของพันธบัตรและเงินฝากลดลง เมื่อสินทรัพย์ปลอดภัยแบบดั้งเดิมอย่างพันธบัตรให้ผลตอบแทนต่ำลง ทองซึ่งไม่มีผลตอบแทนคงที่แต่มีมูลค่าที่มั่นคงกลายเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจขึ้นโดยเปรียบเทียบ

    นักเศรษฐศาสตร์อธิบายความสัมพันธ์นี้ผ่านแนวคิดของ Real Interest Rate หรืออัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงซึ่งคำนวณหลังหักเงินเฟ้อออกแล้ว เมื่อ Real Interest Rate ติดลบหรืออยู่ในระดับต่ำมาก ต้นทุนเสียโอกาสของการถือทองลดลง และนักลงทุนยิ่งมีแรงจูงใจที่จะเพิ่มน้ำหนักทองในพอร์ตมากขึ้น

    ตัวอย่างจากประวัติศาสตร์ที่พิสูจน์รูปแบบนี้

    ช่วงสงครามในอ่าวเปอร์เซียปี 1990 ราคาทองขึ้นเกือบ 15 เปอร์เซ็นต์ในช่วงเวลาสั้นๆ หลังอิรักบุกคูเวต หลังเหตุการณ์ 9/11 ปี 2001 ราคาทองพุ่งขึ้นอย่างรวดเร็วก่อนจะทยอยขึ้นต่อเนื่องตลอดช่วงทศวรรษที่สหรัฐเข้าไปพัวพันกับสงครามในอัฟกานิสถานและอิรัก หลังรัสเซียบุกยูเครนในปี 2022 ราคาทองพุ่งทะลุ 2,000 ดอลลาร์ต่อออนซ์ในเวลาไม่กี่สัปดาห์

    รูปแบบนี้ชัดเจนและสม่ำเสมอพอที่จะบอกว่ามันไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เป็นพฤติกรรมที่ฝังรากลึกในวิธีที่มนุษย์มองคุณค่าและความเสี่ยงในยามที่ระบบที่คุ้นเคยถูกคุกคาม

    ราคาทองลงได้ไหมในช่วงสงคราม

    แม้แนวโน้มหลักคือราคาขึ้น แต่ก็มีบางกรณีที่ราคาทองไม่ได้ขึ้นหรือกลับลงในช่วงแรก โดยเฉพาะในสถานการณ์ที่นักลงทุนต้องการเงินสดฉุกเฉินและขายทองเพื่อหาสภาพคล่อง ในช่วงวิกฤตการเงินปี 2008 ที่แม้ไม่ใช่สงครามแต่มีความผันผวนสูง ราคาทองร่วงลงก่อนในช่วงแรกเพราะนักลงทุนขายทุกอย่างเพื่อเอาเงินสด ก่อนจะพุ่งขึ้นอย่างแข็งแกร่งในช่วงถัดมา

    ดังนั้นการมองว่าทองจะขึ้นทุกครั้งที่เกิดสงครามทันทีเป็นการมองที่ง่ายเกินไป แต่ในภาพรวมระยะกลางถึงยาวของความขัดแย้งที่ยืดเยื้อ ทองมักทำผลงานได้ดีกว่าสินทรัพย์เสี่ยงโดยเฉลี่ย

    สรุปเหตุผลที่ราคาทองขึ้นในยามสงครามและความขัดแย้ง

    ราคาทองที่พุ่งขึ้นในยามสงครามเกิดจากหลายแรงผลักดันพร้อมกัน ทั้งความต้องการสินทรัพย์ที่ไม่มีความเสี่ยงจากคู่สัญญา ความหวาดกลัวต่อเงินเฟ้อที่จะตามมาจากนโยบายการพิมพ์เงิน ผลตอบแทนที่ต่ำลงของสินทรัพย์ปลอดภัยแบบดั้งเดิม และจิตวิทยาของตลาดที่แสวงหาที่หลบภัยในความไม่แน่นอน

    สำหรับนักลงทุนที่ต้องการเข้าใจตลาดทองให้ลึกขึ้น การติดตามพัฒนาการทางภูมิรัฐศาสตร์ควบคู่กับข้อมูลราคาทองคือสิ่งที่ขาดไม่ได้ เพราะในหลายครั้ง สัญญาณของสงครามที่กำลังจะเกิดขึ้นปรากฏในราคาทองก่อนที่สื่อจะรายงานข่าวด้วยซ้ำ

    ที่มา https://xn--42cg1cja9c5a9bybeb7b0s.com/
     

แชร์หน้านี้

Loading...